ประโยคที่ว่า “พูดไทยไม่ค่อยชัด…แต่ภาษาอังกฤษ…ไม่ได้เลย”
เป็นมุขตลกที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ใช่ไหมคะ
แต่ประโยคดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่มุขตลกขำ ๆ อีกแล้ว
เพราะปัจจุบันมีคนไทยจำนวนมากที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่
“พูดภาษาไทยก็ไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ดีเช่นกัน”
หรืออาจกล่าวได้ว่ากำลังมีอาการของโรคสมมุติที่เรียกว่า
“โรคภูมิคุ้มกันภาษาไทยบกพร่อง” นั่นเองค่ะ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น
ซึ่งอาการที่พบมากที่สุดก็คือ โรค ร ล ลักปิดลักเปิด ซึ่งมักออกเสียง ร
ไม่ได้ หรือออกเสียงเป็นเสียง R ในภาษาอังกฤษ โรค ส ซ อักเสบ
โดยมักมีเสียงพ่นหน้าคำมากเกินไปจนคล้ายกับเสียง S
ของภาษาอังกฤษและโรควรรณยุกต์เคลื่อนเรื้อรัง
ซึ่งเป็นการออกเสียงวรรณยุกต์เคลื่อนที่ไปจากระดับเสียงหนึ่ง เช่น แม่ เป็น
แม้ ผีเสื้อ เป็น ผี่เสื้อ เป็นต้น
ทั้งนี้ปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพูดและเขียนภาษาไทยของวัยรุ่น
ก็คือ สื่อมวลชนนั่นเองค่ะ โดยเฉพาะ โทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เน็ต
กล่าวคือ เด็กวัยรุ่นมักจะเลียนแบบการออกเสียงการพูดของดารา ศิลปินนักร้อง
รวมทั้งพิธีกรรายการ ตลอดจนดีเจที่ตนเองชื่นชอบ เพราะคิดว่าเป็นความเท่ห์
มีเสน่ห์ โดยมักพูดไทยสำเนียงฝรั่ง ใช้ภาษาพูดปนกับภาษาเขียน หรือพูดไทยคำ
อังกฤษคำ เป็นต้น ส่วนด้านการเขียนนั้น พบว่า
เด็กไทยเขียนภาษาไทยกันไม่ค่อยถูกต้อง
โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเคยชินกับภาษาเขียนที่ใช้ในการเขียนกลอนวัยรุ่น
การส่งข้อความผ่านมือถือ และการเขียนในอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะจากการแช็ต
ที่จะเน้นเขียนคำให้สั้นที่สุด เช่น “555” แทนเสียงหัวเราะ “เดว” แทนคำว่า
“เดี๋ยว” “ไปเดก่า” แทนคำว่า “ไปดีกว่า” คำว่า “ไม่เป็นไร” ก็เขียนเป็น
“ม่ายเปนราย” งุงิ คริคริ แทนความรู้สึกบางอย่าง สาด-กรู เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการใช้สัญลักษณ์หรือไอคอนที่แสดงอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ร้องไห้
หัวเราะ ยิ้ม แทนภาษาเขียนอีกด้วย
ซึ่งแม้จะมีบางท่านที่มองว่าการใช้ภาษาในลักษณะนี้เป็นวิวัฒนาทางการภาษา
เฉพาะกลุ่มของวัยรุ่น แต่ภาษาแช็ตไม่มีไวยากรณ์ อีกทั้งการใช้บ่อย ๆ
จะทำให้เด็กเคยชินและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ
แม้แต่ในการทำการบ้านหรือการทำข้อสอบก็ตาม
จึงน่าหวั่นเกรงว่าภาษาไทยจะเสียหายจนถึงขั้นวิกฤติได้ในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอนและการใช้ภาษาไทยใน
ปัจจุบันที่พบว่า ในระดับอุดมศึกษามีการพัฒนาบุคลากรด้านภาษาไทยน้อยที่สุด
และปัญหาที่พบคือ การพูดไม่ชัด ใช้คำไม่ถูกต้อง และพูดวกวน ส่วนการเขียน
มักใช้คำผิดความหมาย การอ่านนั้นส่วนใหญ่ออกเสียงไม่ถูก และจับใจความไม่ได้
และจากการสำรวจเมื่อปลายปีที่แล้ว พบว่า เด็กไทยชั้นป.3
อ่านหนังสือไม่ออก-เขียนไม่ได้ ราว7-8 หมื่นคน
เหล่านี้เป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ภาษาไทยในปัจจุบันได้
อย่างชัดเจน
ท่านผู้ฟังคะ การเปลี่ยนแปลงทางภาษาของวัยรุ่นไทยดังกล่าวนั้น
ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งผิด
แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมมากกว่า
ศัพท์แสลงหรือคำเฉพาะกลุ่มต่าง ๆ นั้น
หากนำไปใช้เพื่อสื่อสารกันเองภายในกลุ่มเล็ก ๆ ก็คงไม่เสียหายเท่าใดนัก
แต่หากอยู่ในที่สาธารณะหรือใช้สื่อสารอย่างเป็นทางการ การพูดคุยกับผู้ใหญ่
หรือในการเรียนนั้น ก็ควรจะต้องใช้ภาษาที่ถูกต้องทั้งในการพูด อ่านและเขียน
อย่างไรก็ตาม การจะให้เด็กใช้ภาษาไทยอย่างสุภาพและถูกต้องนั้น ผู้ใหญ่
พ่อแม่ ครู อาจารย์ และบุคคลสาธารณะต่าง ๆ
ควรจะสอนและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กด้วยนะคะ
มิเช่นนั้นจะโทษว่าเด็กยุคใหม่ทำให้ “ภาษาไทยวิบัติ” ก็คงจะไม่ได้นะคะ
ที่มา : http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=2578
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น